โรคทั่วไป ที่พบได้ในน้องงู และการเอาใจใส่ ป้องกัน
แน่นอนค่ะ ว่าเราจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคที่อาจถูกพบได้ในงูบอลไพธอน เพื่อที่จะสามารถป้องกันและไม่ตื่นตระหนกจนทำตัวไม่ถูก
เวลาที่งูของเรานั้นเกิดโรคชนิดนี้ขึ้นมา ซึ่งโรคที่อาจพบในงูบอลไพธ่อน มีรายละเอียด ดังนี้
โรคที่พบได้ในงู Ball Python
งูติดเชื้อ
โรคนี้ถือเป็นโรคที่พบได้มากที่สุดในกลุ่มผู้เลี้ยงงูเลยค่ะ เกิดจากการให้หนูที่มีโรค ไม่สะอาด เมื่องูกินเข้าไปเชื้อโรคก็จะเข้าไปในงูโดยตรง โดยโรคนี้ทำให้น้องงูของเราตายไวที่สุดในบรรดาโรคอื่น ๆ เลยค่ะ ดังนั้นจึงแนะนำให้ซื้อหนูจากแหล่งที่น่าเชื่อถือว่าสดและสะอาด เพื่อความปลอดภัยของน้องงูนะคะ
โรคพยาธิในงู
การถ่ายพยาธิในงูเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องทำเมื่อซื้อน้องงูมาเลี้ยงเลยค่ะ หลายคนอาจคิดว่าไม่จำเป็น แต่จริง ๆ แล้วหากเราไม่ทำการถ่ายพยาธิ ก็จะทำให้งูของเราป่วยได้ค่ะ โดยการถ่ายพยาธิให้ได้ผล ควรทำตั้งแต่รับน้องมาเลี้ยงประมาณ 1 เดือน และทำการถ่ายพยาธิทุก ๆ 2 สัปดาห์ เป็นเวลา 3 ครั้ง หลังจากนั้นก็สามารถทำการถ่ายพยาธิปีละครั้งได้ค่ะ
โรคทางเดินอาหาร
เราไม่ควรให้อาหารงูบ่อยเกินไปค่ะ เพราะอาจทำให้เป็นโรคทางเดินอาหารได้ โดยการย่อยอาหารของงูจะเริ่มจากปาก จากนั้นจะค่อย ๆ ดันเข้าไปในกระเพาะ แล้วปล่อยน้ำย่อยออกมาเพื่อย่อยอาหาร อาหารที่ย่อยไม่หมดก็จากถูกถ่ายออกมาทางทวารหนักค่ะ ดังนั้นไม่ควรให้อาหารงูกินสุ่มสี่สุ่มห้านะคะ น้องจะได้อยู่กับเราไปนานๆ ค่ะ
โรคเชื้อรางู หรือ Snake Fungal Disease
เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา ซึ่งไม่ใช่โรคใหม่อะไร เนื่องจากถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2010 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมานี่เอง
สาเหตุของการติดเชื้อราในงูนั้น หลักๆ แล้วมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นความชื้นของอากาศ หรือความสกปรกของถิ่นที่ที่อยู่ที่ก่อให้เกิดเชื้อรา เชื้อแบคทีเรียมากมายนั่นเองค่ะ
อาการงูบอลไพธ่อนที่ติดโรคเชื้อรางู จะมีอาการผอมแห้ง ดวงตาไม่สดใส มีความขุ่นมัว มีรอยแผล และตุ่มรอบ ๆ เกล็ดตลอดจนถึงตรงใบหน้า
โรคที่เกี่ยวกับช่องปากและทางเดินหายใจ
งูบอลไพธอนเป็นสัตว์เลี้ยงอีกหนึ่งชนิดที่เป็นที่นิยมสำหรับคนรักงู เนื่องจากมีนิสัยไม่ดุร้ายและมีสีสันที่สวยงามแปลกตา
การเลี้ยงงูบอลไพธอนนั้นไม่ยาก แต่ก็จำเป็นต้องเฝ้าระวังโดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับช่องปากและทางเดินหายใจ เช่น โรคช่องปากอักเสบที่อาจนำไปสู่อาการที่ร้ายแรงและเป็นอันตรายต่อชีวิตงูได้ หากงูที่กำลังเลี้ยงอยู่มีน้ำลายออกมามากผิดปกติหรือมีเสียงหายใจที่ผิดปกติต้องรีบพามาตรวจรักษาโดยเร็ว
Admin เพิ่มเติมการดูแล และการให้อาหารน้องงูบอลนะคะ
การให้อาหารงูบอลไพธ่อน
“การให้อาหาร” เป็นปัจจัยลำดับต้นๆ ของเหตุผลในการตายเกือบทั้งหมดของงูพันธุ์บอล ไพธอน ที่ถูกนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับผู้หลงใหลในเสน่ห์ของงูบอล ในประเทศไทย
ซึ่งปัญหาที่งูบอลตายที่เกี่ยวเนื่องกับการให้อาหารสามารถแยกเป็นข้อๆ ได้ดังต่อไปนี้
1.ให้งูกินหนูที่มีเชื้อโรคหรือให้กินหนูที่สกปรกไม่สะอาด
ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญมากที่สุด เพราะเชื้อโรคในหนูจะถูกถ่ายทอดไปที่งูโดยตรง และทำให้งูตายได้ง่ายและเร็วที่สุด ในบรรดาการตายทุกอาการที่เคยพบเจอ
การป้องกันที่ดี คือ เราต้องเลือกหนูที่สะอาดและไม่มีโรค เช่น การซื้อจากร้านขายหนูที่ไว้ใจได้ และจะต้องไม่ไปดักหนูตามท่อมาให้งูกินเป็นอันขาด เพราะหนูพวกนั้นจะเต็มไปด้วยโรคต่างๆ มากมาย
2.ฝืนให้งูกินน่องไก่ ด้วยวิธีการยัดใส่ปากงูเข้าไป
หรือแม้แต่จะมีบางคนใช้วิธีให้งูกินหนูแล้วเอาน่องไก่ตามให้กับปากงู Admin ก็คิดว่าไม่ได้เป็นวิธีการที่ดี เพราะธรรมชาติของงูจะกินหนูมีชีวิตเป็นอาหาร
ซึ่งเราอาจเลี่ยงได้เพียงแค่ฝึกให้งูกินหนูแช่ได้เท่านั้น ไม่ควรฝึกกินเนื้อหมูหรือน่องไก่ เพราะจะทำให้งูขาดสารอาหารตามธรรมชาติ เช่น ขาดแคลเซี่ยม เคยมีปรากฏให้เห็นบ่อยๆ ที่งูปากฉีกขาดเพราะเรายัดน่องไก่เข้าปากงู
3.งูไม่ยอมกินอาหารนานเกินไป
ซึ่งมักเกิดจากปัจจัยแวดล้อมในการเลี้ยงหลายๆ อย่างรวมกัน อาทิเช่น ภาชนะที่เลี้ยงอบอ้าวและอึดอัด วัสดุรองพื้นไม่เหมาะสมและเหม็นชื้นเกินไป
การขาด Hide Box อันเป็นที่หลบนอนส่วนตัวของงู ตลอดจนความกว้างหรือคับแคบเกินไปของกล่องเลี้ยงงู ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาทำให้งูหยุดกินอาการนานๆ หรือบางทีนานเกินไป และอาจมีผลต่อสุขภาพของงูได้เหมือนกัน
4.ฝืนให้งูกินหนูมากเกินไปและบ่อยเกินไป
ก็อาจจะส่งผลต่อสุขภาพของงูได้อีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน ซึ่งเท่าที่ได้ศึกษามา เราควรให้อาหารงูขนาดปกติเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้งก็เป็นการเพียงพอ เว้นแต่ในช่วงเวลาที่เราต้องการเตรียมงูเพื่อการผสมพันธุ์จึงมักจะอัดอาหารด้วยการให้งูกินมากๆ
อาการที่พบเห็น ที่เกิดจากการให้อาหารผิดปกติก็คือ “งูอ๊วก” ซึ่งหากงูอ๊วกออกมาเป็นหนูที่กินเข้าไป ก็จะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอย่างมาก แบบเดียวกับหนูเน่า
เรื่องการให้น้ำ
แม้ว่าอาจจะไม่ค่อยจะมีปรากฏว่างูบอลของใครอดน้ำตาย แต่น้ำก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะงูจะกินน้ำทุกวัน และกินน้ำบ่อยๆ เพื่อไปสร้างความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังของมัน
ดังนั้น การเตรียมน้ำสะอาด บริสุทธิ์ ใส่ถ้วยที่สะอาดเตรียมไว้ให้กับงูของเราอย่างเพียงพอตลอดเวลา จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กับการเตรียมอาหารที่สะอาด admin พอจะแนะนำวิธีการเตรียมน้ำดื่มที่เหมาะสมได้ ดังนี้
1.ควรเลือกวัสดุที่ทำจากเซรามิค
เพราะเป็นวัสดุที่ทำความสะอาดง่าย มองดูสวยงาม และไม่พลิกคว่ำหากน้องงูที่เราเลี้ยงเลื้อยวนไปมา บนถ้วยน้ำที่วางไว้ในกล่องเลี้ยง และขนาดของถ้วยน้ำควรเป็นขนาดที่เหมาะสมไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป โดย Admin จะแยกถ้วยน้ำเป็น 2 ขนาดตามจังหวะดังนี้ คือ
1.1 ในช่วงเวลาปกติ ควรเลือกใช้ถ้วยขนาดธรรมดา เส้นผ่าศูนย์กลางราว 4 นิ้ว และใส่น้ำประมาณ 75 % ของขนาดถ้วย และคอยเติมน้ำบ่อยๆหากเห็นว่าน้ำได้พร่องลดลงไป และที่สำคัญที่สุด จะต้องเป็นน้ำที่สะอาด บริสุทธิ์ ชนิดเดียวกับที่เราเตรียมไว้ดื่มเอง ไม่ใช่ไปตักน้ำปะปาหรือน้ำก๊อกที่อาจคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคลอรีน ที่อาจเป็นอันตรายต่องูของเราได้
1.2 ในช่วงเวลาจะเข้าคราบ ควรเปลี่ยนมาใช้ถ้วยน้ำขนาดใหญ่ขึ้น อาจเป็นถ้วยเซรามิคขนาดกลางๆ เส้นผ่าศูนย์กลางราวสัก 6-8 นิ้ว คล้ายถ้วยซุป และเติมน้ำเพียงครึ่งเดียวของถ้วยน้ำ เพื่อไว้ให้งูของเราลงไปนอนแช่น้ำได้อย่างสะดวกและน้ำไม่ล้นออกมานอกถ้วย
2.ควรเลือกน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์
โดยให้คิดว่าเรากินน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์อย่างไร น้องงูของเราก็จะต้องกินน้ำแบบเดียวกับเราอย่างเคร่งครัด และหมั่นล้างถ้วยใส่น้ำเป็นประจำ และคอยหมั่นเติมน้ำให้อยู่ในระดับประมาณ 75 % ของถ้วยอย่างสม่ำเสมอ และต้องใส่ใจเรื่องน้ำมากยิ่งขึ้น ในช่วงที่งูของเรากำลังเข้าคราบ เพราะมันต้องการน้ำมากขึ้นในช่วงเข้าคราบ
การเตรียมกล่องเลี้ยงงูที่เหมาะสม
อันที่จริงภาชนะสำหรับเลี้ยงงู แต่ละคนอาจเลือกวัสดุที่แตกต่างกันไป แต่เท่าที่พบเห็นเป็นส่วนใหญ่ก็มักจะผลิตคิดค้นพัฒนาจากวัสดุที่ทำจากพลาสติกมาทำการเจาะรูระบายอากาศบ้าง ปิดแผ่นอคิลิคเพื่อความสวยงามบ้าง กล่องแยกเป็นใบๆ หรือกล่องรวมเป็นแบบคอนโดมิเนียมบ้าง หรืออาจใช้ตระกร้าโปร่ง หรือกล่องพลาสติคใส ที่มีวางขายให้เลือกหลากหลายรูปแบบในสวนจตุจักร
ซึ่งการเตรียมกล่องเลี้ยงงูที่เหมาะสมตามสไตล์ Admin พอจะแยกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
1.ขนาดของกล่องที่เหมาะสม
ตามคำแนะนำที่ Admin ได้รับความรู้มาจากบอร์ดผู้เลี้ยงงูต่างๆ ได้บอกเอาไว้ว่า ขนาดเส้นรอบของกล่องด้านใน ควรยาวประมาณ 2 เท่าของความยาวของงูที่เราเลี้ยงในกล่องนั้นเป็นอย่างน้อย และไม่ควรเลือกใช้กล่องที่มีขนาดใหญ่หรือกว้างกว่าสัดส่วนเบื้องต้นนั้นมากเกินไป เพราะจะทำให้งูเกิดโรคหวาดระแวงได้ ซึ่งส่งผลต่อการตกใจง่ายของงู และอาจจะฉกเราได้เมื่อเราจับมัน
2.วัสดุรองพื้นที่เหมาะสม
ซึ่งอาจมีให้เลือกหลายชนิด เช่น ขี้เลื่อยอบแห้ง หรือซังข้าวโพด หรือเกล็ดเปลือกไม้(พิเศษหน่อย) ซึ่งบางคนอาจใช้เพียงกระดาษหนังสือพิมพ์รองพื้นกล่องก็อาจใช้ได้ดีเหมือนกัน สำหรับข้อนี้ สำคัญที่สุด อยู่ตรงที่เราจะต้องคอยหมั่นทำความสะอาดวัสดุรองพื้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้อับชื้นและมีกลิ่นเหม็น ควรเปลี่ยนบ่อยๆ ไม่ใช่นานเกินไป
3.ถ้วยน้ำขนาดที่เหมาะสม
ในช่วงเวลาปกติ ควรเลือกใช้ถ้วยน้ำที่ผลิตจากวัสดุเซรามิค เพราะมีน้ำหนักดีไม่พลิกคว่ำได้ง่าย และควรวางไว้ตรงมุมใดมุมหนึ่งที่เหมาะสม และควรเติมน้ำประมาณ 75 % ของขนาดถ้วย เพื่อทำให้งูสามารถกินน้ำได้สะดวก แต่หากเมื่อช่วงที่งูจะเข้าคราบก็ควรเปลี่ยนชั่วคราว ด้วยการเอาถ้วยน้ำเซรามิคใบใหญ่ขึ้นเพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอที่จะให้งูลงไปแช่น้ำในถ้วยน้ำได้อย่างสะดวก
ปัญหาที่มักพบเห็น : หากเราเตรียมกล่องเลี้ยงงูที่ไม่เหมาะสม หรือไม่ดีพอ จะทำให้งูไม่กินอาหารเป็นเวลานานๆ ได้และจะส่งผลต่อสุขภาพของงูโดยตรง และที่สำคัญคือ Hide Box เพราะหากไม่มีจะทำให้งูหงุดหงิดง่าย ตกใจง่าย และอาจถึงขั้นเสียสุขภาพจิตได้เหมือนกัน
การให้ความรักและการเอาใจใส่
ทุกวันนี้ถึงแม้ว่างูจะถูกผู้คนนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงอย่างไรงูก็ยังเป็นสัตว์เลี้ยงที่ไม่ค่อยจะพึงประสงค์ของคนโดยส่วนใหญ่สักเท่าใดนัก และวงการเลี้ยงงูก็ยังถือว่ายังอยู่ในวงแคบๆ ที่ไม่กว้างขวางเกินไปนัก
ดังนั้นหากใครคิดจะเลี้ยงงู จำเป็นจะต้องเตรียมตัวและเตรียมใจ ในทุกๆ ด้านอย่างถ่องแท้และมั่นใจเสียก่อนจึงตัดสินใจเลี้ยงงู เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ก็จะถือเป็นการทำบาปไม่น้อย
ถึง admin จะเลี้ยงน้องงูได้ไม่นาน แต่ admin ก็ได้ศึกษา และบอกประสบการณ์ที่สำคัญ จะแยกเป็นข้อๆ ได้ดังนี้
1.ต้องมอบความรักให้กับงูของเราอย่างเต็มใจและตั้งใจ
ก่อนตัดสินใจซื้องูตัวแรก เราจะต้องมั่นใจก่อน ว่าเราจะเลี้ยงงูของเราด้วยความรักอย่างจริงจังและตั้งใจ ไม่ใช่แค่เลี้ยงงูตามกระแสนิยมที่อาจเฟื่องฟูเป็นพักๆ แล้วจางหายเป็นพักๆ เพราะมันจะเป็นการสร้างบาปให้กับชีวิตหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
2. ต้องเคลียร์กับบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจ
ก่อนตัดสินใจซื้องูตัวแรก เพราะเคยมีปัญหาให้เห็นบ่อยๆ ที่เราซื้องูมาเลี้ยงด้วยความรัก แต่กลับถูกขัดขวางและคัดค้านอย่างหนักจากบุคคลสำคัญรอบตัว เช่น พ่อ-แม่ พี่-น้อง หรือคนใกล้ชิดทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรา และปัญหาของเราก็ส่งผลต่องูโดยตรง เราต้องมั่นใจว่าบุคคลสำคัญรอบข้างเราจะยอมรับมันได้
3. ต้องมีเวลาให้งูอย่างเพียงพอ ที่จะคอยเตรียมอุปกรณ์เลี้ยงงู
การเปลี่ยนวัสดุรองพื้นในกล่องเลี้ยงงู ตลอดจนมีเวลามากพอ ที่จะต้องคอยไปซื้อหนูมาให้งูของเราได้กินอย่างสม่ำเสมอๆ และเราจะต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันของเรา เพื่อจัดสรรเวลาส่วนหนึ่งให้กับการดูแลงูของเรา เช่น การเปลี่ยนน้ำ การให้อาหารงู การเก็บขี้งู การทำความสะอาดกล่องเลี้ยงงู ฯลฯ
4. ต้องยินดีให้ความอบอุ่นกับงูของเราอย่างดี
ในที่นี้ Admin หมายถึงหากเราเลี้ยงงูแล้ว เราควรมีเวลาจับงูของเรามาอุ้มเล่นอย่างถนุดถนอม และกอดมันอย่างอบอุ่นบ่อยๆ และทุกๆ วัน อาจจะวันละหลายเวลาได้ก็ยิ่งดี เพราะจะทำให้งูของเราคุ้นเคยกับคน และไม่ตื่นคน ไม่ตกใจง่าย ที่สำคัญ เราจะต้องให้ความอ่อนโยนต่องูของเรามากๆ ไม่เล่นกับมันแรงๆ เกินไป เราจะต้องจับมันเบาๆ ทุกครั้ง
5. ต้องเอาใจใส่ต่องูของเราเสมือนญาติคนหนึ่งในบ้าน
ข้อนี้ถือว่าสำคัญมากกว่าทุกๆ ข้อที่กล่าวมาในเบื้องต้น หากคิดว่าทำไม่ได้ก็ไม่ควรเลี้ยงตั้งแต่แรก เพราะว่างงูเป็นสัตว์ที่ไม่มีเสียง และไม่สามารถเรียกร้องความสนใจเราได้เหมือนสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆดังนั้น เราจะต้องคอยเอาใจใส่มันให้เสมือนหนึ่งมันเป็นญาติคนหนึ่งของเราเลยทีเดียว
เราต้องคอยดูแลอารมณ์ของมัน คอยดูนิสัยของมัน คอยเฝ้าสังเกตุพฤติกรรมของมัน ตลอดจนอาการอันผิดปกติทั้งปวงของมัน พฤติกรรมการกิน พฤติกรรมการถ่าย พฤติกรรมการนอน พฤติกรรมการเลื้อยเล่นในกล่องเลี้ยง และพฤติกรรมอื่นๆ ทุกประการ
เพราะทุกพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน มันจะสื่อให้เราได้เห็นได้ว่าสุขภาพของมันจะเป็นปกติหรือเริ่มมีอาการน่าเป็นห่วง และควรหาโอกาสเอางูของเราไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์บ้าง
การเลี้ยงงูบอล ไพธอน พร้อมกันหลายตัว
Admin ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาและปกติมาก หากใครได้เลี้ยงงูบอล ไพธอน ตัวแรกไปแล้ว ก็มักจะตัดสินใจซื้องูบอลไพธอน เพิ่มขึ้นอีกหลายตัวในเวลาต่อมาเพราะเสน่ห์ของเจ้าบอล มีช่างมีเรื่องราวน่ารักๆ มากมาย ให้ใครๆ ต้องหลงใหลในตัวมัน ภายหลังจากที่ได้สัมผัสกับมัน และตรงจุดนี้จึงอาจเกิดปัญหาได้เหมือนกัน
หลังจากที่เรามีงูบอลไพธอน ไว้ในครอบครองมากมายหลายตัวAdmin จึงขอแยกสรุปปัญหาและข้อเสนอสำหรับผู้ที่ต้องการเลี้ยงงูบอลไพธอน พร้อมๆ กันหลายตัว ได้ดังนี้ค่ะ
1.ไม่ควรเลี้ยงงูหลายตัวในกล่องเดียวกัน
เพราะงูแต่ละตัวอาจป่วยเป็นโรค และจะทำให้เกิดโรคติดต่อได้ง่าย ซึ่งบางครั้งก็อาจเกิดจากการเลื้อยทับขี้ของกันและกันจนสกปรก และส่งผลต่อการป่วยเป็นโรคได้
2.หากเลี้ยงงูหลายตัวในกล่องเดียวกัน จะมีปัญหาอย่างมากตอนให้อาหารงู
เพราะงูจะแย่งกันกิน และอาจจะกัดกันได้ และหากจำเป็นจริงๆ จะต้องเลี้ยงงูมากกว่า 1 ตัวในกล่องเดียวกัน (โดยเลี่ยงไม่ได้) ตอนให้อาหารงู จะต้องแยกงูออกจากกันก่อนเป็นการชั่วคราว
3.ถึงแม้งูบอลจะเป็นงูที่ไม่ดุ แต่การเลี้ยงรวมกันหลายตัว ก็อาจเกิดปัญหากรณีที่งูกัดกันได้บ้างเหมือนกัน
หากงูเกิดอาการตกใจหรืออารมณ์ไม่ปกติ และที่เป็นได้ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ เมื่องูอยู่รวมกันหลายตัว ก็จะทำให้ความเชื่องของงูลดน้อยลงไปได้ เพราะมันจะติดพันกับสัญชาติญาณของงูด้วยกันมากเกินไป

